สารจากแมลงสาบถึงเจ้าของบ้านผู้เป็นที่รัก
เรื่อง > Lonelyiped
สวัสดีครับคุณเจ้าของบ้าน ผมชื่อสาบศูนย์
เป็นแมลงสาบที่อาศัยอยู่ในบ้านของคุณ ผมมีเรื่องอยากจะเล่าให้คุณฟังครับ
วันนี้ผมได้รับมอบหมายจากท่านสาบดร็อกบา
หัวหน้าหน่วยกองปฏิบัติการพิเศษเพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์แมลงสาบจาก
ปัญหาโลกร้อน ชื่อหน่วยงานยาวมากจนผมเกือบลืมว่าผมจะบอกว่าท่านสาบ
ดร็อกบามอบหมายให้ผมไปคุยกับลุงสาบสิบ
ถึงเรื่องวิธีการเอาชีวิตรอดจากโลกร้อนเพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์
แมลงสาบ ลุงสาบสิบยังแจ๋วจริงๆ ครับ
เพราะถึงจะแก่แต่ลุงสาบสิบยังชอบเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวเสมอ
เรื่องโลกร้อนนี่ก็ด้วย
จากนี้ไปเป็นบทสนทนาระหว่างผมกับลุงสาบสิบ
ผมเห็นว่ามันจะเป็นประโยชน์กับคุณเจ้าของบ้านผู้ใจบุญที่ให้ผมอยู่ร่วมชายคา
เดียวกันกับคุณโดยไม่เอาไบกอนมาพ่นใส่ผม ลองอ่านดูนะครับ
สาบศูนย์: สวัสดีครับลุงสาบสิบ ผมต้องมาคุยกับลุงเพื่อเอาข้อมูลไปทำวิจัยเสนอต่อท่านสาบดร็อกบา
สาบสิบ: สวัสดี แล้วคุณอยากรู้อะไรล่ะ
สาบศูนย์: ผมอยากรู้วิธีที่จะทำให้เผ่าพันธุ์แมลงสาบเราอยู่รอดท่ามกลางปัญหาโลกร้อนครับ
สาบสิบ: ไม่เห็นต้องทำอะไรเลย แค่ใช้ชีวิตไปตามปกติ
อย่าลืมสิว่าแมลงสาบอย่างเรามีชีวิตอยู่มาก่อนไดโนเสาร์
เราอยู่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้เพราะชีวิตเราไม่มีข้อจำกัด อยู่ได้ทุกที่
กินได้ทุกอย่าง จริงมั้ย? แมลงสาบอย่างเรารู้จักพึ่งตนเอง
เพราะฉะนั้นเราไม่เดือดร้อนเลยไม่ว่าโลกจะเป็นยังไง
สาบศูนย์: ลุงสาบสิบตอบอย่างนี้ผมก็หมดคำถามเลยครับ
สาบสิบ: อืม… แล้วที่กลัวๆ กันจนต้องตั้งไอ้หน่วยปฏิบัติการพิเศษขึ้นมาเนี่ย รู้มั้ยว่าโลกร้อนคืออะไร?
สาบศูนย์: ก็ได้ยินพวกมนุษย์พูดๆ ว่าโลกร้อน โลกที่เราอยู่มันคงร้อนขึ้นมั้งครับ
สาบสิบ: พูดอย่างนี้แสดงว่าไม่รู้จักเรื่องโลกร้อน ไอ้คำว่าโลกร้อน จริงๆ
โลกไม่ได้ร้อน ไม่ใช่ว่าอุณหภูมิโลกสูงขึ้น
แต่เป็นเพราะอากาศที่ห่อหุ้มโลกมันร้อนขึ้น
และมนุษย์นี่แหละที่ทำให้อากาศที่ห่อหุ้มโลกเปลี่ยนไป
สาบศูนย์: มนุษย์ทำอะไรหรอครับ
สาบสิบ: อย่างแรกเลยนะ
มนุษย์คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของโลกเลยไปรุกรานธรรมชาติ
อย่างถนนก็เอายางมะตอยมาราด เอาคอนกรีตมาเท น้ำจะไหลก็ไปสร้างเขื่อนกักไว้
มนุษย์ชอบไปถือครองสิทธิ์ยึดเอาว่านี่คือของฉัน ทั้งที่จริงๆ
แล้วมันเป็นของโลก ไม่ใช่ของมนุษย์! อย่างที่สองคือมนุษย์หลงในมายา
มายาที่ลวงมนุษย์ต่างๆ นานา ให้หลงใหลในความสะดวกสบาย
มนุษย์หันไปใช้พลังงานไฟฟ้า
เพราะคิดว่าพลังงานนี้มันสะดวกสบายดีสะดวกสบายตรงที่มันอยู่ในอำนาจของ
มนุษย์ อยากให้มีก็กดเพียงปลายนิ้วสัมผัส
แต่พลังงานแสงอาทิตย์มนุษย์บังคับควบคุมไม่ได้
ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมนุษย์ควรใช้พลังงานแสงอาทิตย์ที่เป็นพลังงานหลักของ
โลก
สาบศูนย์: อ้าว! ผมก็หลงเข้าใจตามมนุษย์ว่าพลังงานแสงอาทิตย์คือพลังงานทดแทนมาตั้งนาน
สาบสิบ: ดูอย่างนาเกลือสิ ที่นั่นใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นหลัก
พลังงานไฟฟ้ากับน้ำมันต่างหากที่เป็นพลังงานทดแทน!
แต่ก็ไม่ควรไปใช้มันนะเพราะมันเป็นพลังงานที่เลวที่สุดในโลก
สาบศูนย์: พลังงานไฟฟ้ากับน้ำมันที่มนุษย์ใช้กันอยู่นี่เลวร้ายขนาดนั้นเลยหรอครับ
สาบสิบ: เลวที่สุดในโลก
เพราะการที่จะเป็นพลังงานนี้ดวงอาทิตย์ต้องส่งพลังงานมาที่โลก
แล้วเมื่อส่งมาถึงพลังงานแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานน้ำที่จะไหลเวียนรอบโลก
เปลี่ยนเป็นพลังงานลม แล้วก็เปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน เหลือแค่ 0.2
เท่านั้นที่เปลี่ยนเป็นพลังงานชีวภาพ เพราะฉะนั้นต้นไม้เกิดขึ้นบนโลกแค่
0.2 ของพลังงานดวงอาทิตย์ที่ส่งมายังโลก แล้วไอ้ 0.2
มนุษย์รอให้มันจมดินไปเป็นถ่านหิน ไปเป็นน้ำมัน ไปเป็นก๊าซธรรมชาติ
พลังงานมันหายไปอีกตั้งเท่าไร แล้วมนุษย์ก็ไปขุดพลังงานพวกนี้ขึ้นมา
แล้วก็มาเผาให้เป็นความร้อนใหม่
ไอ้ความร้อนที่มีมนุษย์ไม่ใช้แต่กลับไปเอาพลังงานที่ธรรมชาติไม่ต้องการที่
เขาเอาไปยัดใส่ไว้ใต้โลกมาใช้ เพียงเพราะมนุษย์ควบคุมพลังงานนี้ได้
สาบศูนย์: แล้วอย่างนี้มนุษย์จะอยู่ได้หรอครับ ถ้าไม่ใช้พลังงานไฟฟ้ากับน้ำมัน
สาบสิบ: คุณสาบศูนย์เคยศึกษาเรื่องวิถีไทยมั้ย คนไทยสมัยก่อนเขาใช้ปัญญา
รู้จักใช้ทรัพยากรที่ธรรมชาติให้มา
เขารู้ว่าควรจะปลูกบ้านโดยหันหน้าบ้านไปในทิศทางที่รับลม
เพื่อจะให้บ้านเขามีลมพัดเย็นสบาย
เขารู้ว่าแสงแดดทำให้ผ้าแห้งก็เอาผ้าไปตากแดด
เขารู้ว่าไม้โกงกางเป็นไม้วิเศษ เป็นไม้เนื้อแกร่ง
เป็นพืชที่มีอัตราการเจริญเติบโตเร็วที่สุดในโลก
เขาเลยเอามาทำเป็นเชื้อเพลิง
เขารู้ว่าไม้ซากเป็นไม้ที่สามารถให้อุณหภูมิสูงถึง 2,000 กว่าองศา
เขาก็เอาไม้ซากไว้หลอมโลหะ เผาเหล็กน้ำพี้ตีดาบ
เขารู้ว่าพืชสมุนไพรเป็นยาเขาก็ปลูกเอาไว้ในบ้าน
เขารู้ว่าของที่บ้านเขามันเหลือกินเหลือใช้แล้วก็เอาใส่เรือมาแลกกัน
เกิดเป็นวิถีธุรกิจของคนไทยที่สร้างสุขให้กัน เกื้อกูลกัน
เพราะฉะนั้นในวิถีชีวิตคนไทยเขาอยู่ได้สบายโดยไม่ต้องพึ่งพลังงานพวกนี้เลย
สาบศูนย์: อย่างนี้คนไทยก็สบายเลยสิครับ
สาบสิบ: คนไทยสมัยนี้ไม่สบายหรอก แต่คนไทยสมัยนี้เขาควรจะสบาย
ถ้าเขาเข้าใจ แล้วก็ปฏิบัติตัวให้สอดคล้องกับธรรมชาติ
ใช้ทุกอย่างที่ธรรมชาติให้มาให้ได้ประโยชน์สูงสุด
เหมือนในวิถีไทยเดิมที่ทำให้คนไทยพึ่งตนเองได้หมด
แต่คนไทยกลับมองว่ามันไม่ทันสมัย เฮาต้องพัฒนา
ก็หันมาใช้ของที่พัฒนาอย่างเทคโนโลยี
เลยเป็นการทำลายศักยภาพในการพึ่งตนเองของคนไทยออกหมดเลย ที่จริงแล้วพัฒนา
แปลว่า พึ่งตนเอง development คือ self survive ไม่ใช่ modernize เพราะการ
modernize มันเป็นเหมือนคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเรา
เราก็ต้องเปลี่ยนศักยภาพในการใช้ชีวิต เลยทำให้ปัจจัยต่างๆ
ที่อยู่รอบชีวิตเราใช้ไม่ได้ เหมือนเรามีขาไว้เดิน แต่เราไม่ใช้
พอเราไม่ใช้มันก็อ่อนแอลงไปเรื่อยๆ แล้วเราก็จะพึ่งตนเองไม่ได้ในที่สุด
สาบศูนย์: แล้วถ้ามนุษย์เขายังเป็นอย่างนี้ต่อไป ธรรมชาติจะช่วยให้โลกกลับมาสู่จุดสมดุลเองได้มั้ย
สาบสิบ: โลกมันจะปรับตัวมันเอง มนุษย์จะยอมให้ปรับตัวมั้ยล่ะ
วิธีปรับตัวของโลกมันฉลาด มันรู้ว่าอะไรเป็นตัวการ มันก็กำจัด ทีนี้ล่ะ
มนุษย์ก็จะรักธรรมชาติ และเห็นคุณค่า
เพราะคุณค่าของความรักอยู่ที่การพลัดพราก
สาบศูนย์: แต่มันคงอีกนานนะครับ อีก 40 ปี ถ้าผมได้ไปเกิดเป็นมนุษย์ โลกก็คงยังไม่ปรับตัวมั้ง
สาบสิบ: แน่ใจ? คุณรู้มั้ยว่าจะต้องอยู่อีกกี่ปี
คุณต้องอยู่อีกล้านล้านล้านปี เพราะเวลาของโลกเราเนี่ย 1 วันมี 24 ชั่วโมง
24 ชั่วโมง คือการที่โลกหมุนรอบตัวเอง 1 รอบ และโลกเราอยู่ในจักรวาล
จักรวาลก็หมุนรอบตัวเอง ซึ่ง 1 รอบของจักรวาลที่หมุนคือ 1018 ปีโลก 106
ก็ล้าน เพราะฉะนั้นถ้าคุณไปเกิดเป็นมนุษย์
คุณต้องอยู่อีกหนึ่งล้านล้านล้านปี อย่าคิดว่าหนีพ้น คุณจะเกิดดับ เกิดดับ
เกิดดับ ไม่มีวันหนีไปไหน
สาบศูนย์: แล้วมนุษย์จะสู้โลกร้อนได้ยังไงล่ะครับ
สาบสิบ: การที่จะอยู่ได้ในโลกร้อน มนุษย์ต้องอยู่ให้เหมือนแมลงสาบไง
อย่างที่บอกว่าชีวิตเราไม่มีข้อจำกัด พึ่งตนเองมาตลอด
เราถึงอยู่รอดได้มาจนทุกวันนี้
ถ้าหากมนุษย์พยายามปรับชีวิตให้ยืนหยัดด้วยขาของตัวเอง
ด้วยความคิดของตัวเอง ด้วยมือด้วยเท้าของตัวเอง ไม่ไปติดกับปัจจัย
หรือเทคโนโลยีต่างๆ คือปรับตัวให้มีวิถีที่เป็นคนไทยมากขึ้นเรื่อยๆ
มนุษย์จะไม่เดือดร้อนเลย ไม่ว่าโลกจะเป็นยังไง
ผมอยากให้คุณรู้เท่านี้แหละครับ
ด้วยความปรารถนาดีจาก สาบศูนย์
=======================================================================
บทความข้างต้นได้คัดลอกมาจาก
จากคุณ Lonelyiped http://lonelyiped.multiply.com
และนี้เป็นบทความที่ถูกเขียนและเผยแพร่จากโครงการ
.......................................................................................................................................................
ขอนอกเรื่องนิดนึงครับ ฮ่าๆ
ถ้าหากว่าถึงคราวที่ดาวดวงนี้จะต้องแตกดับขึ้นมาจริงๆ
เราจะทำอะไรกันดีอะครับ
(อย่างน้อยผมก็แอบรู้สึกว่าช่วงชีวิตที่ผ่านมานี้เจอเหตุการณ์อะไรเยอะจริงๆ
แหะ เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการ จากโทรศัพท์บ้านแบบหมุน
มาเป็นเพจเจอร์ มาเป็นมือถือแบบกระเป๋าหิ้ว
แล้วสุดท้ายก็มาเป็นมือถือเครื่องจิ๋ว
ได้เห็นฝนดาวตกที่นักดาราศาสตร์ชอบบอกกันนักว่าอีกหลายสิบหลายร้อยปีมันจะตก
กันสักครั้ง ได้เห็นสุริยุปราคา
ได้อยู่ในช่วงกาเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมากมาย
ได้เห็นทีวีแบบกดเปลี่ยนช่องด้วยมือ มาเป็นรีโมท มาเป็นจอโต มาเป็นจอแบน
ได้เห็นคอมพิวเตอร์จากคอมบ้านเล่นอะไรไม่ได้
กลายมาเป็นศูนย์รวมความบันเทิงเคลื่อนที่(โน๊ตบุค)
ได้เห็นโลกแคบลงด้วยอินเตอร์เน็ต ได้เห็นผู้คนรอบข้างลาจาก
และการผ่านเข้ามาของผู้คนอีกมากมายเช่นกัน)
...อืม...(เว้นช่องว่างไว้คิด)...
ทไรกันดีอะครับ...